มาดูทฤษฎีการพัฒนาฟื้นฟูป่าไม้อันเนื่องมาจากพระราชดำริกัน

          หลังจากในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงถึงแก่สวรรคาลัย วันที่ 5 ธันวาคม ก็ได้กลายเป็นวันสำคัญระดับสากล เมื่อทางสหประชาชาติได้ประกาศให้วันนี้เป็นวันดินโลก ย่อมแสดงให้เห็นว่า ในระดับสากลแล้ว พระองค์ทรงได้รับการยกย่องให้เป็นนักพัฒนาเพื่อธรรมชาติอย่างแท้จริง

               โครงการพระราชดำริหลายโครงการจะมุ่งเน้นไปที่การฟื้นฟูป่าไม้และพื้นที่แห้งแล้วให้กลับมาเป็นสีเขียวอีกครั้ง ทั้งนี้ พระองค์ยังทรงมอบทฤษฎีการพัฒนาฟื้นฟูป่าไม้ไว้ให้คนไทยและโลกด้วย จึงเป็นการควรที่ความรู้เบื้องต้นเหล่านี้จะได้นำมาเผยแพร่ให้คนทั่วไปได้ทราบถึงแผนงานที่พระองค์ได้ทรงมอบไว้ให้กับคนไทย  

เดิมทีแล้ว ทุกอย่างเริ่มต้นจากสายพระเนตรอันยาวไกลและความเป็นห่วงของพระองค์ว่า ป่าไม้ของประเทศไทยกำลังโดนทำลายอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเพื่อการผลักดันในภาคเอกชนที่ต้องการลงทุน ป่าจึงกลายเป็นปัจจัยเชิงพาณิชย์ที่ได้รับผลกระทบ แต่ก็ได้ส่งผลเสียต่อปัญหาหลายอย่างทั้งเรื่องของ ภาวะแห้งแล้ง น้ำป่าไหลหลากเข้าทำลายผิวดินและบ้านเรือนใกล้เคียง ปัญหาฝนแล้ง น้ำท่วมฉับพลัน ฯลฯ พระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักในเรื่องนี้มาตั้งแต่เมื่อเริ่มครองราชย์สมบัติ จึงเป็นที่มาของการพยายามตั้งทฤษฏีการพัฒนาฟื้นฟูป่าไม้กับโครงการในพระราชดำริตั้งแต่ปีพ.ศ.2503-2504 เริ่มจากโครงการป่าไม้สาธิต เป็นโครงการพระราชดำริส่วนพระองค์เริ่มแรก เมื่อครั้งทรงแปรพระราชฐานไปประทับ ณ พระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ในการนี้ พระองค์มีดำริที่จะสงวนป่าต้นยางในสองข้างทางระหว่างเสด็จไปเพชรบุรี จึงทรงเริ่มทดลองปลูกต้นยางด้วยพระองค์เองที่พระราชวังไกลกังวล หลังจากทดลองได้ระยะหนึ่ง ก็เห็นผล มีต้นยางมากกว่า 1,000 ต้นในแปลงป่าไม้ทดลองร่วมกับข้าราชบริพาร จากนั้นก็เริ่มทรงโครงการป่าไม้สาธิตให้ขยายขอบเขตมากขึ้น นำไปสู่จุดเริ่มต้นของ ทฤษฎีการพัฒนาฟื้นฟูป่าไม้

แต่ปัญหาที่ทรงพบในระยะแรกก็คือ จะทำอย่างไรจึงให้ผู้คนเกิดมีสำนึกรักในป่าไม้ร่วมกัน อีกทั้งป่าไม้ที่ปลูกขึ้นมานั้นต้องสามารถเป็นพืชทางเศรษฐกิจสร้างรายได้ให้ชาวบ้านได้มากพอ ต้นยางนั้นตอบโจทย์ก็จริง แต่ยังมีขอบเขตแค่ในจังหวัดทางภาคใต้เป็นหลัก จึงทรงใช้เวลาอีกสิบกว่าปีเพื่อขยายขอบเขตของพันธุ์พืชอื่นๆ ให้ทฤษฎีนี้สามารถใช้ครอบคลุมได้ทั่วประเทศ นำไปสู่การคัดเลือกพันธุ์ไม้ที่แตกต่างกันอีก 3 ชนิด ภายใต้เงื่อนไขว่า เป็นไม้ผล ไม้โตเร็ว และเป็นไม้เศรษฐกิจ ให้เกิดการผสมผสานกันของป่า ตอบสนองความต้องการของราษฎรได้อย่างแท้จริง

ทฤษฎีนี้ยังครอบคลุมไปถึง การปลูกป่าทดแทนในพื้นที่เสื่อมโทรม

               เป้าหมายหลักของแนวคิดนี้ คือการฟื้นฟูสภาพเขาหัวโล้นให้กลับไปสู่สีเขียว พระองค์ทรงตระหนักว่า พืชที่จะใช้ปลูกทดแทนต้องมีคุณสมบัติสำคัญคือ ต้องเป็นพืชโตเร็ว มีความชุ่มชื้นสูง เพื่อสามารถคืนความอุดมสมบูรณ์ให้ผืนดินได้มากเป็นพิเศษ ขณะเดียวกันต้องเติบโตได้ แม้จะอยู่ในสภาพผืนดินแย่หรือสภาพอากาศแล้ง

หลังจากปีแรกของการปลูกพืชทดแทนแล้ว ปีถัดมาจึงค่อยขยายพื้นที่ถัดไป แล้วขยายไปสู่ไหล่เขา โดยใช้ไม้ยืนต้น ไม้ฟืน เพื่อให้ราษฎรตามป่าเขาได้เก็บฟืนมาใช้ได้ สาเหตุที่ใช้ไม้ยืนต้นก็เพื่อต้องการให้เกิดความชุ่มชื้นในระยะยาว และป้องกันปัญหาน้ำป่าไหลหลากเมื่อถึงฤดูฝน

               ทฤษฎีแนวคิดของพระองค์จึงเป็นลักษณะของการคืนธรรมชาติ สร้างระบบการทำงานของธรรมชาติที่เสียไปให้ค่อยๆกลับคืนมาด้วยวัฎจักรของธรรมชาตินั่นเอง นอกจากนี้ ยังทรงคำนึงถึงจำนวนประชากรในแต่ละพื้นที่ ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญ เพราะพื้นที่ไหนมีประชากรมาก โอกาสที่จะบุกรุกป่าหรือดึงทรัพยากรจากป่ามาใช้ก็ยิ่งมากตาม จึงต้อเสริมด้วยการปลูกป่าแบบหมุนเวียน แน่นอนว่า ไม่อาจเลี่ยงได้ในการตัดไม้ทำลายป่า เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ สร้างรายได้ แต่ก็ต้องมีการปลูกหมุนเวียนเพื่อทดแทนส่วนที่เสียไป จึงต้องคำนวณพื้นที่ปลูก เปรียบเทียบกับจำนวนประชากร และลักษณะการตัดไม้เพื่อนำไปใช้ให้สอดคล้องกัน

               นี่จึงเป็นทฤษฎีที่นำมาใช้ได้เห็นผลจริงมานานมากกว่า 40-50 ปี เพราะคำนึงถึงปัจจัยในการใช้ชีวิตของราษฎรในแต่ละพื้นที่เป็นหลักด้วยนั่นเอง